จัดอันดับน้ำหอมดีไซเนอร์ 10 อันดับน้ำหอมผู้ชายที่ดีที่สุดตลอดกาล
โดยคุณเบิร์ดจากช่อง YouTube “Scent of Byrd” ซึ่งเป็นการรวบรวมน้ำหอมที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจส่วนตัวมาอย่างยาวนาน โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกจากประสบการณ์ตรง ความทรงจำส่วนตัว และประสิทธิภาพของกลิ่นในสถานการณ์ต่างๆ
จัดอันดับดังต่อไปนี้
น้ำหอมดีไซเนอร์นั้นมีจุดเด่นที่น่าสนใจ 3 ข้อหลัก ดังนี้
- ราคาที่จับต้องได้: ส่วนใหญ่มีราคาอยู่ในระดับกลาง ทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก
- กลิ่นที่เข้าถึงง่าย: กลิ่นมักจะถูกออกแบบมาให้หอมสบาย เป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ใช้ได้รับคำชมและรู้สึกมั่นใจได้ง่าย
- หาซื้อสะดวก: สามารถหาซื้อได้ตามเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป
ในคู่มือฉบับนี้ ได้รวบรวม 10 สุดยอดน้ำหอมดีไซเนอร์ตลอดกาลจากประสบการณ์ส่วนตัว พร้อมแล้วเราไปเริ่มกันเลย
10. Hermès H24
H24 คือภาพของ “ป่าในเมือง” ที่ผสมผสานความทันสมัยของชีวิตคนเมืองเข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ลองจินตนาการถึงนักธุรกิจหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบที่เพิ่งถูกรีดด้วยไอน้ำร้อนๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายของความเขียวสดชื่นจากป่าและหญ้าโชยมาบางๆ นี่คือน้ำหอมที่สร้างสรรค์และมีระดับตามแบบฉบับของ Hermès
- บุคลิกที่ใช่: ผู้ชายที่ต้องการความโมเดิร์น ทันสมัย ดูดีมีสไตล์ แต่ยังคงหลงใหลในกลิ่นอายของธรรมชาติ
- โอกาสที่เหมาะ: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำงาน การเข้าประชุม หรือการออกเดท ที่ต้องการสร้างความประทับใจแบบหรูหราแต่ไม่โจ่งแจ้งจนเกินไป
โดยรวมแล้ว H24 คือ “versatile scent” ที่ใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่กลิ่นที่เรียกคำชมแบบถล่มทลาย แต่เมื่อมีคนได้กลิ่นใกล้ๆ ก็มักจะบอกว่ามันเป็นกลิ่นที่สดชื่น หอม และหรูหรา เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหอมในคอลเลกชันไม่กี่ขวดและต้องการกลิ่นที่ใช้ได้บ่อยๆ
9. 212 VIP Black
กลิ่นนี้ให้ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือ “ผู้ชายที่เพิ่งโกนหนวดมาใหม่ๆ กำลังเคี้ยวหมากฝรั่ง แล้วมุ่งหน้าไปเที่ยวผับ” มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกแบบเนี๊ยบๆ ของกลิ่นแนวโกนหนวด เข้ากับความหวานแบบสนุกสนานของหมากฝรั่ง เป็นกลิ่นที่สร้างมาเพื่อค่ำคืนแห่งการปาร์ตี้โดยเฉพาะ
คุณสมบัติ | การเปรียบเทียบ |
ความติดทน | ทนกว่าน้ำหอมแนวสดชื่นทั่วไป (ประมาณ 8 ชั่วโมง) |
การกระจายตัว | อาจไม่ระเบิดเท่า Jean Paul Gaultier Le Male Elixir หรือ Spicebomb แต่ดีกว่าน้ำหอมสดชื่นทั่วไป |
นี่คือน้ำหอมที่ตอบโจทย์สำหรับน้องๆ หรือใครก็ตามที่รักการท่องราตรีเป็นชีวิตจิตใจ และต้องการกลิ่นที่ให้ลุคทั้งความเป็นวัยรุ่นและความเนี๊ยบในเวลาเดียวกัน
8. Prada L'Homme:
Prada L’Homme คือนิยามของความสะอาด หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กลิ่นของมันก็เหมือนกับ “เสื้อเชิ้ตสีขาวที่สะอาดที่สุดในโลก” หรือ “ผ้าปูที่นอนที่เพิ่งซักใหม่ๆ” ผสมผสานกับกลิ่นอายของโซดาองุ่นที่มีความซ่าเล็กน้อย (Fizzy) ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีมิติ เป็นกลิ่นที่เรียบง่ายแต่หรูหราตามสไตล์ Prada
เหมาะสำหรับวันทำงานในออฟฟิศ ที่ต้องพบปะผู้ใหญ่หรือนั่งใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงาน ต้องการกลิ่นที่สะอาด เป็นมืออาชีพ ไม่ฉุน และไม่เซ็กซี่ยั่วยวนจนเกินไป
สำหรับคนที่ชื่นชอบน้ำหอมกลิ่นสะอาด (Clean) และกำลังมองหากลิ่นสำหรับไปทำงานโดยเฉพาะ นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกหนึ่งตัว
7. F by Ferragamo Black
F Black กลิ่นนี้ให้ภาพของ “ห้องแต่งตัวของผู้ชายที่เต็มไปด้วยชุดสูทเรียงรายและมีโซฟาหนังตั้งอยู่” โดยมีกลิ่น Woody และกลิ่นหนังที่ชัดเจนเป็นตัวชูโรง สร้างความรู้สึกที่น่าเกรงขามและทรงอำนาจ เหมาะสำหรับผู้ชายที่มีสองบุคลิกในคนเดียว
- Work Hard: ในตอนกลางวัน นี่คือภาพลักษณ์ของ CEO ที่มีความน่าเกรงขาม และมั่นใจในทุกการประชุม
- Play Hard: ในตอนกลางคืน เขาจะแปลงร่างเป็นชายหนุ่มที่พร้อมจะออกไปปาร์ตี้ในบาร์หรูๆ
คำเตือนสำคัญ: ต้องระมัดระวังจำนวนสเปรย์ เพราะกลิ่นค่อนข้างแรงและฉุนมาก จากประสบการณ์ตรงที่เคยฉีดไปทำงานแล้วถูกตำหนิมาแล้ว
6. YSL Y EDP
หากจะสรุปแก่นของ YSL Y EDP ให้เข้าใจง่ายที่สุด มันคือกลิ่นของ “เจลอาบน้ำแนวสปอร์ตที่มีความหวาน” ผสมกับความรู้สึกขี้เล่นเหมือน “หมากฝรั่งบับเบิ้ลกัม” เป็นกลิ่นที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของมหาชนโดยแท้จริง
ข้อควรรู้:
- ข้อดี: เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างชื่นชอบ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจ และมีการกระจายตัวของกลิ่นที่ดีเยี่ยม
- ข้อควรพิจารณา: เป็นน้ำหอมที่ค่อนข้างได้รับความนิยมและมีคนใช้เยอะพอสมควร และอาจจะหวานไปเล็กน้อยสำหรับอากาศร้อน (หากต้องการใช้ทุกวันในอากาศร้อน แนะนำให้พิจารณาเป็นรุ่น EDT)
5. Chanel Platinum Égoïste
กลิ่นนี้ให้ภาพเปรียบเทียบที่คมคายและเห็นภาพชัดเจน นั่นคือ “ครีมโกนหนวดที่มีใบมีดโกนวางอยู่ข้างๆ” ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความคมแบบเมทัลลิก (Metallic) ผสมกับกลิ่นที่ชวนให้นึกถึง “ธนบัตรใหม่ๆ” เป็นกลิ่นที่สะท้อนถึงความเนี้ยบ ความเป็นมืออาชีพ และความหรูหรา
ถ้าคุณได้ดูโฆษณาสุดคลาสสิกจากยุค 90 ที่มีผู้หญิงตะโกนเรียก “Égoïste!” คุณจะเข้าใจถึงความเก๋าของมันได้เป็นอย่างดี
เหมาะสำหรับชายวัย 20 ปลายๆ ขึ้นไปจนถึง 50 ที่มีบุคลิกเป็นมืออาชีพ ดูภูมิฐาน เหมือนผู้บริหารที่เพิ่งก้าวลงจากรถ S-Class กลางย่านสาทร
เคล็ดลับที่น่าสนใจของน้ำหอมตัวนี้คือ “เป็นกลิ่นที่ยิ่งโดนเหงื่อ ยิ่งหอมและพุ่งกระจายตัวได้ดีขึ้น” ทำให้มันเหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทยอย่างไม่น่าเชื่อ
4. Boss Bottled (Red)
ไม่ใช่แค่เพราะกลิ่น แต่ดีไซน์ขวดที่เหมือน “กระติกน้ำแบบทหารสงครามโลกครั้งที่ 2” ก็เท่จนอดใจไม่ไหว และมันได้กลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่ามาจนถึงทุกวันนี้
ลักษณะกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์:
- กลิ่นหลัก: กลิ่นแนว Rhubarb ซึ่งเป็นพืชที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน ให้ความรู้สึกคล้ายกับการนำเกรปฟรุตมาผสมกับผักเคล (ผักคะน้าใบหยิก)
- กลิ่นรอง: กลิ่นสไตล์ Woody และไม้ซีดาร์ที่เข้ามาเสริมให้กลิ่นมีความกลมกล่อมและสมดุล
น่าเสียดายที่น้ำหอมรุ่นนี้ถูก discontinue (เลิกผลิต) ไปแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นน้ำหอมที่เข้าถึงง่ายที่สุดในไลน์ของ Hugo Boss
3. Dior Homme (Original)
ถ้ามีคนถามว่า “น้ำหอมดีไซเนอร์ตัวไหนที่สามารถสู้กับน้ำหอม Niche ได้อย่างสมศักดิ์ศรี” คำตอบคือตัวนี้ Dior Homme คือผลงานชิ้นเอกที่สร้างแนวทางใหม่ให้กับวงการน้ำหอมผู้ชาย ด้วยแก่นของกลิ่นที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ที่สุด
นั่นคือโน้ตของ “ดอก Iris” ซึ่งให้กลิ่นที่หลายคนอาจจะแปลกใจ เพราะมันคล้ายกับ “เครื่องสำอางหรือลิปสติกของผู้หญิง”เมื่อกลิ่นนี้อยู่บนคนที่ใช่ มันสามารถเสริมลุคให้ดูหรูหรา และมีระดับขึ้นได้อย่างน่าทึ่ง
คำแนะนำพิเศษ: “ถ้าหาเจอ ให้ซื้อเลย” เนื่องจากนี่คือสูตรดั้งเดิม (Original EDT pre-2020) ที่หาได้ยากมาก และมีกลิ่นที่แตกต่างจากสูตรปี 2020 ที่วางขายในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
2. D&G The One
“กลิ่นยั่วยวนเซ็กซี่ที่สามารถใช้ตอนกลางวันหรือในหน้าร้อนได้” ซึ่งหาได้ยากในน้ำหอมส่วนใหญ่ ภาพลักษณ์ของผู้ใช้กลิ่นนี้คือ “ผู้ชายวัย 30-40 ที่ดูเซ็กซี่และ Sophisticated” เหมือนชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังนั่งจิบเครื่องดื่มอยู่ในเลานจ์ของโรงแรมหรูอย่าง Oriental Hotel
ความรู้สึก | โน้ตเด่น | ผลลัพธ์ |
ความสะอาด | (Clean Notes) | เข้าถึงง่าย |
ความอบอุ่น | แอมเบอร์ (Amber) | น่าค้นหา |
ความเซ็กซี่ | เครื่องเทศ (Spice/Cardamom) | ดึงดูด |
แม้ว่าหลายคนจะชอบรุ่น EDP ที่ติดทนกว่า แต่รุ่น EDT ให้ความรู้สึกว่ากลิ่นมีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาได้ดีกว่า มีมิติของโน้ตต่างๆ ที่ชัดเจนกว่า และที่สำคัญที่สุด
อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดคือความไม่ติดทน ซึ่งในล็อตเก่าๆ ปัญหาอยู่ที่ “หัวสเปรย์” ที่ฉีดน้ำหอมออกมาน้อยเกินไป แต่ดูเหมือนว่าล็อตใหม่ๆ ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นแล้ว
1. YSL La Nuit de L'Homme
น้ำหอมขวดนี้เป็นน้ำหอมดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หากต้องเลือกน้ำหอมสำหรับโอกาสสำคัญในเวลากลางคืน นี่คือกลิ่นแรกที่นึกถึงเสมอ แก่นของกลิ่นนี้ถูกสรุปได้ด้วยคำที่เป็นเอกลักษณ์ว่า “กลิ่นของผู้ชายกัดกราม” และให้ภาพของ “ผู้ชายใส่เสื้อโค้ทเดินอยู่ในกรุงปารีสตอนกลางคืน”
องค์ประกอบที่ทำให้กลิ่นนี้มีความเป็น “ปารีเซียง” และซับซ้อน:
- ความแป้ง (Powdery): ให้ความรู้สึกคลาสสิกเหมือนน้ำหอมฝรั่งเศสยุคเก่า สร้างมิติที่ลุ่มลึก
- ความสไปซี่ (Spicy): มาจาก Cardamom ที่ให้ความรู้สึกเย้ายวน เหมาะอย่างยิ่งกับอากาศเย็น
- ความสะอาด (Clean): มาจาก Lavender ซึ่งมักใช้ในผลิตภัณฑ์โกนหนวด ให้ภาพของผู้ชายที่ดูเนี๊ยบและสะอาดสะอ้าน
นี่คือคำแนะนำ: “ถ้าเจอ ซื้อเลย” โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องลองดมก่อนด้วยซ้ำ
ขอขอบคุณข้อมูลจากช่อง Scent of Byrd
สรุป 10 อันดับน้ำหอมผู้ชาย
และนี่คือ 10 อันดับน้ำหอมดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล หวังว่าคู่มือนี้จะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกท่านในการค้นหากลิ่นที่ใช่สำหรับตัวเอง
